รำลึกถึงพระมหากรุณาด้วยอาลัย


ด้วยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตา ที่ทรงมีต่อ จิตรกร ผู้หนึ่ง
ในปีพ.ศ. 2503 สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงมีพระราชประสงค์ จะให้จิตรกรของกรมศิลปากร
ได้เขียนภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากภาพถ่ายของกรมแผนที่
คุณธนิต อยู่โพธิ์ ท่านอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นจึงได้ให้ นายจำรัส เกียรติก้อง ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมศิลปาก
และเป็นช่างเขียนที่มีความถนัดและความสามารถในการเขียนภาพเหมือน (portrait) ได้เข้าเฝ้าฯ
สมเด็จพระบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม ทรงรับสั่งให้นายจำรัส เกียรติก้อง เขียนพระบรมฉายาลักษณ์ ทรงผนวชนั้นเมื่อนายจำรัส เกียรติก้อง
ได้เขียนพระบรมฉายาลักษณ์ ทรงผนวชด้วย สีน้ำมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระบรมราชชนนี ได้รับสั่งให้นายจำรัส เกียรติก้อง
ได้เขียนพระบรมฉายาลักษณ์จากพระองค์จริง โดยสมเด็จพระบรมราชชนนี ได้เสด็จลงประทับเป็นแบบ
ให้นายจำรัส เกียรติก้อง ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายการเขียนภาพเหมือนจากพระองค์จริงด้วยสีน้ำมัน เป็นเวลา
หลายวัน จนพระบรมฉายาลักษณ์นั้น สำเร็จเรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัย ในระหว่างที่ได้เข้าเฝ้าฯ เขียนภาพเหมือนพระบรมฉายาลักษณ์
ทุกวันเมื่อกลับถึงบ้านคุณจำรัส ก็จะได้เล่าให้ครอบครัวฟังด้วยความซาบซึ้งอย่างสุดที่จะพรรณาถึง พระมหากรุณา
ที่ได้พระราชทานแก่นายจำรัส จิตรกร ผู้ถวายการเขียนภาพ เช่น ทรงเป็นกันเองด้วยพระเมตตา ในตอนกลางวันก็ได้ให้คุณข้าหลวง นำอาหารมาพระราชทาน
คุณจำรัสได้เล่าด้วยความตื่นเต้นอีกด้วยว่า แม้แต่เครื่องพวงแก้วน้ำก็มีฝาปิดเป็นทองคำ...
ซึ่งคุณจำรัสไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตที่เป็นสามัญชนธรรมดาชั้นน้อยนิดเช่นนี้ จะได้มีบุญบารมีได้สัมผัสความสูงค่าสูงสุดเกินกว่าที่จะเปรียบ
ประมาณได้เช่นนั้น ทั้งนี้ก็เป็นเพราะน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นไปด้ยพระมหากรุณาเป็นล้นพ้น ของสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ นั้น เอง
และเมื่อได้ถวายการเขียนภาพเหมือนจากพระองค์จริงของสมเด็จพระบรมราชชนนีเสร็จเรียบร้อย จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว
พระองค์ได้ทรงมีพระเมตตา พระราชทานซองบรรจุพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่ นายจำรัส เกียรติก้อง

คุณจำรัส ได้เล่าให้ครอบครัวฟังด้วยความตื่นเต้นว่าตอนนั้น รู้สึกตกใจมาก ได้กราบบังคมทูลว่า การได้มากราบถวายบังคมเขียนภาพจากพระองค์เช่นนี้ ก็จัดได้ว่า
เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมจัดเป็นบุญวาสนาสูงสุดและเป็นความสำเร็จสูงสุดในความมีฝีมือของจิตรกร แล้วมิได้มีความประสงค์ที่จะได้รับ
พระราชทานสิ่งใดอีกแล้วแต่ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาสมเด็จพระบรมราชชนนี ได้ทรงรับสั่งว่า...ฉันรู้ว่า นายจำรัสเป็นเพียงข้าราชการ ไม่มั่งมี
จงรับไว้ ซึ่งคุณจำรัสได้กราบถวายบังคับ แทบเบื้องพระยุคลบาทน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม รับพระราชทานไว้เหนือเกล้าฯ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาสุดที่จะพรรณนา

ต่อมาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2504 พลเอกหลวงสุรณรงค์ สมุหราชองครักษ์ ได้ให้นายจำรัส เกียรติก้อง เข้าพบ ณ วังสวนจิตรลดา พระราชวังสวนดุสิตแจ้งให้ทราบว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อม ให้นำกล่องบุหรี่เงินจารึกพระนามาภิไธยย่อ มาพระราชทานแก่นายจำรัส เกียรติก้อง และท่านได้แจ้งให้ทราบอีกกว่านายจำรัสเป็นคนแรกที่ได้รับพระราชทาน เช่นนี้คุณจำรัส เกียรติก้อง ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับพระราชทาน ซองบุหรี่พระราชทาน
นั้นไว้เหนือเกล้าฯ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสุดที่จะพรรณนาและท่านสมุหราชองครักษ์ได้แจ้งให้ทราบว่าในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2504
ทางสำนักราชเลขาธิการ จะได้จัดรถมารับนายจำรัส เกียรติก้อง ไป ณ วังสระปทุม เพื่อเข้าเฝ้าฯ ในงานพระราชทานเลี้ยงส่วนพระองค์
และในวันดังกล่าวนั้น คุณจำรัสก็ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระบรมราชชนนี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และในงานพระราชทานเลี้ยงครั้งนี้ ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จย่า
ที่จิตรกรได้เขียนเสร็จแล้วนั้น มาประดิษฐานไว้ ณ ที่นั้น เพื่อให้ผู้ที่มาในงานได้ชื่นชมด้วย

ต่อมาในวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2506 คุณธนิต อยู่โพธิ์ ท่านอธิบดีกรมศิลปากร ได้นำจิตรกร และปฏิมากรของกรมศิลปากร อันได้แก่ นายจำรัส เกียรติก้อง นายเขียน ยิ้มศิริ
ได้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ณ วังสวนจิตรลดา พร้อมด้วยจิตรกรท่านอื่นๆ อาทิ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช คุณเหม เวชกร
คุณเฉลิม นาคีรักษ์ คุณอวบ สาณะเสน และท่านจิตรกร สมัครเล่น ผู้มีเกียรติ อีกหลายท่าน
ในวโรกาสนี้ คุณจำรัสเกียรติก้อง และคุณเขียน ยิ้มศิริ ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ได้เขียนภาพ-ปั้นภาพจากพระองค์จริง
ซึ่งคุณจำรัสได้เขียนภาพพระองค์จริงด้วยสีชอล์ก และภาพเขียนอันล้ำค่านี้ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ ณ หอศิลปแห่งชาติ กรมศิลปากร

ในพ.ศ. 2509 คุณจำรัสได้ล้มป่วยลงทางครอบครัวได้นำส่งไปตรวจเช็คระบบประสาท ที่ ร.พ.ประสาทพญาไทอยู่หลายวัน เมื่อตรวจไม่พบความผิดปกติ จึงได้ย้าย
ไปทำการรักษาต่อที่ ร.พ.ศิริราช และได้ไปถึงแก่กรรม ณ ที่นั้น ระหว่างที่คุณจำรัส เข้ารับการตรวจรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.ประสาทนั้นได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัต จากต่างประเทศ โดยเสด็จผ่าน ถนนพญาไท ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ฝังอยู่ในจิตใจ
เป็นล้นพ้นของคุณจำรัส คุณจำรัสจึงได้สั่งกำชับให้ภรรยาไปยืนเฝ้าฯ รอรับเสด็จพร้อมกับพสกนิกรทั้งหลายด้วย เมื่อภรรยา-คือดิฉัน ได้กลับมาเล่าเรื่องราวในการ
ที่ได้ไปยืนเฝ้าฯ รับเสด็จให้คุณจำรัสได้ทราบ คุณจำรัส ก็มีสีหน้าแจ่มใสด้วยความปลาบปลื้มปิติ ดูประหนึ่งว่ามิใช่คนป่วย ดูประหนึ่งว่า คุณจำรัส เกียรติก้อง จะได้
ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ขอให้เกิดมาเป็นจิตรกร และเมื่อได้เกิดมาเป็นจิตรกรแล้ว ก็ได้มีความใฝ่ฝันอันสูงสุดอีกว่า ขอให้ได้เป็นจิตรกรฝีมือยอดเยี่ยม เพื่อจะได้ถวายการ
เขียนภาพเหมือนพระมหากษัตริย์ ให้จงได้แต่ความจริงที่เป็นไปได้นั้น กลับยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ได้ใฝ่ฝันไว้อีก เพราะคุณจำรัสได้มีโอกาสสูงสุดในชีวิตของการเป็น
จิตรกร และสามัญชน ก็คือการได้ถวายการเขียนภาพเหมือนจากพระองค์จริง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและภาพเหมือนจากพระองค์จริงของสมเด็จพระ
บรมราชชนนี พร้อมกับได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาเป็นล้นพ้นอีกด้วยเช่นนี้ทำให้ดูประหนึ่งว่า ความใฝ่ฝันอันสูงสุด ของจิตรกรท่านนี้
ได้บรรลุดังปณิธานปรารถนาเป็นที่สุดที่ยิ่งแล้ว มิได้มีความใฝ่ฝันปรารถนาในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอีกแล้ว
ดังนั้นในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2509 นายจำรัส เกียรติก้อง
จิตรกรผู้มีความสมปรารถนาในชีวิตจึงได้อำลาจากโลกนี้ไปด้วยความสงบ ด้วยอายุเพียง 49 ปี

เมื่อดิฉันได้ทราบข่าวว่าสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงพระประชวร ก็รู้สึกตกใจมากและเสียใจลึกๆ
ต่อมาก็มีแถลงการณ์ว่าพระอาการดีขึ้นแล้ว ดิฉันก็ดีใจเป็นที่สุด และก็คิดว่าพระองค์ท่านคงจะต้องทรงหายจากอาการพระประชวร
เพราะพระองค์ทรงได้มีพระสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ดีมากมาโดยตลอดและยังมีแพทย์พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญสามารถเป็นผู้ถวายการรักษาพยาบาลก็รู้สึกดีใจปิติ และ
คิดว่า คงจะมี่โอกาสได้มีความสุขใจสบายใจ จากการที่ได้พบเห็นพระองค์ท่านดังแต่เก่าก่อน แล้วจู่ๆ สำนักพระราชวัง ก็ได้ออกแถลงการณ์ ให้ประชาชนได้ทราบว่า
สมเด็จพระบรมราชชนนี ได้เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อได้ทราบจากแถลงการณ์นั้นแล้ว ดิฉันก็มีอาการคล้ายเกือบช็อค รู้ตัวแต่ว่าร่างกายเคลื่อนไหวได้ตามปกติ แต่คิดทำ
อะไรไม่ได้สะดวกดังแต่เก่าก่อน ถึงกับต้องถามตัวเองว่า เป็นอะไรไป จึงเป็นถึงเช่นนี้ ส่วนในใจลึกๆ ก็ได้แต่ร่ำร้อง โอ้ โอ้อกเอ๋ย โอ้ โอ้ ต่อไปนี้จะไม่ได้เห็น
สมเด็จพระบรมราชชนนีอีกแล้ว มีอาการเช่นนี้อยู่หลายวัน...

ต่อมาก็ได้ทราบว่า ฯพณฯ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นักปราชญ์ของเมืองไทย ก็ได้ถึงแก่อสัญกรรมเสียแล้ว อีก ก็เกิดความรู้สึกเสียดาย เสียใจ ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก
ทำให้ความตั้งใจที่จะเขียน พระมหากรุณา ด้วยอาลัยนี้ ต้องล่าช้าออกไปจนเกือบจะสายเกินไป เช่นนี้ จนเมื่อได้พยายามรวบรวมพอกำลังสติได้ดีพอควรแล้ว
ก็จึงได้เขียน รำลึกพระมหากรุณาด้วยอาลัยนี้ขึ้นมาได้จนสำเร็จ ตลอดเวลาที่ผ่านมา สื่อมวลชนทุกแขนงก็ได้รำพันรำลึกถึงพระมหากรุณา ด้วยอาลัย ทุกวัน
เมื่อได้ดูได้ฟังแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ความเป็นพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีนั้น ล้วนแต่งดงาม ถูกต้องเหมาะสม ตามคุณลักษณะแห่งธรรมะทุกประการ
ธรรมดาของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมล้วนแต่ต้องการความมีเมตตาจิตจากมนุษย์ด้วยกัน อยู่ตลอดมาทั้งสิ้น เพราะเมตตานั้นเป็นธรรม (ธรรมชาติ) ค้ำจุนโลกให้เป็นสุขอย่างแท้จริง
แต่เป็นเพราะมนุษย์ยังมิได้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิต ได้อย่างถูกต้องเพียงพอ มนุษย์จึงยังยากที่จะให้เมตตาจิต แก่มนุษย์ด้วยกันได้อย่างที่มนุษย์ต้องการ
แต่ในสมเด็จพระบรมราชชนนีนั้น น้ำพระทัยของพระองค์ท่านเปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตาอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้พสกนิกรที่ได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ตามวโรกาสต่างๆ นั้น
ต่างล้วนแต่ได้สัมผัสถึงน้ำพระทัย อันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาอย่างแท้จริงจากพระองค์ท่านทั้งสิ้น ทำให้เกิดปิติสุขอย่างแท้จริงสมกับที่ได้ไขว่คว้าหาเมตตาจิตมานาน
จนได้พบแล้วจากพระองค์ท่าน ทำให้พสกนิกรทั้งหลายเกิดความชุ่มชื่นในหัวใจเกิดพลังจิตที่อยู่ในโลกนี้อีกต่อไป
แต่ โอ้ โอ้ อกเอ๋ย นับต่อแต่นี้ไป พสกนิกรทั้งหลายจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสพระมหากรุณา
อันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาจากพระองค์อีกแล้ว

ขอพระบุญญาบารมี อันมากล้นพ้นประมาณของสมเด็จพระบรมราชชนนี จงเป็นพระมหากุศล
นำดวงพระวิญญาณสู่แดนสุคติ ณ สรวงสวรรค์ เพื่อที่จะได้ทรงแผ่พระบารมีแห่งพระมหากรุณา พระเมตตา
แก่พสกนิกรชาวไทย ให้ได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป ชั่วกาลนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า
นางโกสุม เกียรติก้อง

 

กลับไปหน้าเดิม